ทำไมมิติทางเพศจึงไม่ควรถูกมองข้ามเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด?

ทำไมมิติทางเพศ

จึงไม่ควรถูกมองข้ามเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด?

นับตั้งแต่ประเทศไทยพบผู้ป่วยโควิดรายแรกในเดือนมกราคม ปี 2563 จนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นเวลาปีกว่าแล้วที่คนไทยต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะการใช้ชีวิตท่ามกลางการระบาดอย่างรุนแรงในระลอกที่ 3 ที่ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขเข้าขั้นวิกฤตไปพร้อมกับสถานะทางเศรษฐกิจของหลายครอบครัวที่กำลังล่มสลาย หากมองในภาพกว้างเราอาจคิดว่าใครๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงผลกระทบที่คนแต่ละกลุ่มได้รับนั้นมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด วันนี้เราอยากจะชวนท่านมาสำรวจผลกระทบของโควิดต่อกลุ่มผู้หญิงสูงอายุที่ไม่ค่อยมีใครหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากนัก

ในช่วงที่ผ่านมา โครงการรณรงค์เพื่อความมั่นคงในชีวิตของหญิงสูงอายุ โดยมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ และองค์กรเครือข่ายที่ทำงานด้านสตรี ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลผลกระทบของโควิด 19 ต่อผู้หญิงสูงอายุที่เผชิญความยากลำบากในช่วงการระบาดของโควิด ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) และกรุงเทพมหานคร จำนวน 14 ราย ทำให้พบว่ามาตรการคุ้มครองทางสังคมที่ภาครัฐออกมานั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับมิติทางเพศอย่างเพียงพอ

โดยทั่วไปความกังวลของสังคมต่อกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางการระบาดของโควิดนั้นมักมุ่งเป้าไปที่ปัญหาสุขภาพในฐานะที่คนสูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อ แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่านั้นจะพบว่าผู้หญิงสูงวัยไม่ได้เป็นกลุ่มเปราะบางจากเงื่อนไขสุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ปัญหาสุขภาพของหญิงสูงวัยยังพ่วงไว้ด้วยเงื่อนไขบทบาทการเป็นผู้ดูแลคนในครอบครัวอีกด้วย

จากการเก็บข้อมูลสนามเราพบว่าผู้หญิงสูงวัยทุกคนต่างมีบทบาทเป็นผู้ที่ต้องดูแลคนในครอบครัวทั้งคนที่มีสุขภาพดีและคนที่เป็นผู้ป่วยและผู้พิการ การต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลโดยปราศจากการสนับสนุนทางสังคมทำให้หลายครั้งไม่สามารถละทิ้งบุคคลในการดูแลเพื่อไปรับการรักษาหรือรับยาตามกำหนด ส่วนการดูแลผู้ป่วยที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและเวลานั้นก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม นอกจากนั้น การที่ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดโควิดก็ยิ่งทำให้หลายคนกังวลใจมากว่าหากตนเองเสียชีวิตไปจะมีใครมารับหน้าที่ดูแลคนในบ้านต่อไป

อีกประการหนึ่งคือ ผู้สูงอายุมักถูกมองอย่างเหมารวมว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถในการหารายได้ เป็นภาระของครอบครัว แต่แท้ที่จริงแล้วเราพบว่าคนที่เราได้สัมภาษณ์กว่าครึ่งหนึ่งยังคงประกอบอาชีพ โดยทั้งหมดเป็นแรงงานนอกระบบ เช่น ช่างเสริมสวย ลูกจ้างรายวัน ค้าขาย รับจ้างซักรีด เกษตรกร เป็นต้น ซึ่งเป็นงานที่เปราะบางทั้งในแง่การถูกเลิกจ้าง การขาดรายได้ และในแง่ของความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อ เราพบว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนับรวมให้เป็นผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐในฐานะแรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด มิหนำซ้ำยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการป้องกันตัวจากโควิด  ส่วนคนที่เหลือแม้ไม่ได้ทำงานนอกบ้านแต่ก็มีหน้าที่ต้องทำงานบ้านซึ่งใช้ทั้งแรงกายและเวลาไม่ต่างจากงานนอกบ้านแต่กลับไม่เคยถูกมองว่าเป็นเงินที่มีคุณค่าและสมควรถูกนับว่าเป็นงานที่ควรได้รับค่าจ้างเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากบรรทัดฐานทางสังคมที่กำหนดว่าผู้หญิงที่ดีต้องรับผิดชอบงานบ้าน โดยไม่ได้ให้ความสำคัญว่างานบ้านเป็นงานที่มีคุณค่าแต่กลับให้คุณค่ากับงานที่สร้างรายได้เพียงอย่างเดียว

การมองข้ามมิติทางเพศที่กล่าวมาสะท้อนอยู่ในมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่ออกโดยภาครัฐ ที่ทำให้ผู้หญิงสูงวัยจำนวนมากเข้าไม่ถึงการเยียวยา และไม่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ ข้อมูลภาคสนามชี้ให้เห็นว่ามาตรการที่ออกโดยภาครัฐควรให้ความสำคัญกับมิติทางเพศในประเด็น ดังต่อไปนี้

  1. ควรจัดหาอุปกรณ์ป้องกันโรคให้อย่างเพียงพอ และมีบริการตรวจหาเชื้อที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวลำบาก ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล หรือมีผู้ป่วยในความดูแลที่ทำให้ไม่สามารถทิ้งผู้ป่วยไว้โดยลำพังได้
  2. การเยียวยาจากภาครัฐควรกระจายให้กับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยไม่เลือกเพศ อายุ สถานะ รายได้ การให้เงินเยียวยาโควิดโดยเฉพาะโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่จัดสรรให้เฉพาะกับผู้ที่รายได้ และตัดสิทธิ์ผู้ที่เป็นแม่บ้านเพราะมองว่าไม่ได้รับผลกระทบจากโควิดนั้นเป็นการมองไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องทำงานบ้านที่ทั้งหนักและมีชั่วโมงการทำงานนานเพื่อดูแลคนทั้งครอบครัวรวมถึงผู้ป่วย เด็ก และคนพิการ ซึ่งจะยิ่งไปขยายความไม่เท่าเทียมให้กว้างขึ้นไปอีก
  3. หากมองในมุมความจำเป็นของหญิงสูงอายุในแง่การนำเงินเยียวยาไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนในยามฉุกเฉิน เราเห็นว่ารัฐควรเยียวยาเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีจะเหมาะสมกว่าการใช้กระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิก (e-wallet) เนื่องจากพบว่ารายจ่ายส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุนั้นถูกใช้ไปเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางไปสถานพยาบาล ค่าเช่าบ้าน และชำระหนี้ ซึ่งไม่สามารถชำระด้วยกระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิก นอกจากนี้ การลงทะเบียนผ่านสมาร์ทโฟนยังกีดกันผู้สูงอายุที่ไม่มีสมาร์ทโฟนให้เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงที่จะถูกหลอกเอาผลประโยชน์จากความไม่รู้อีกด้วย
  4. เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อฟื้นฟูอาชีพให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ใหม่ หรือให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการจ้างงานทั้งที่เป็นงานประจำและงานล่วงเวลา ดังที่กล่าวไปแล้วว่าผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งหนึ่งยังประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัว และหลายคนต้องเลี้ยงดูแลบุตรหลานที่ตกงานผลกระทบของโควิดอีกด้วย คนสูงอายุเหล่านี้มักไม่มีทุนรอนมากนักเมื่อขาดรายได้ในช่วงโควิดจึงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาฟื้นฟูอาชีพได้ใหม่หากปราศจากความช่วยเหลือ เราเชื่อว่าคนที่มีศักยภาพในการหารายได้ไม่มีใครอยากเป็นภาระหรือรอการสงเคราะห์ การให้ผู้สูงอายุเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อฟื้นฟูอาชีพจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  5. สนับสนุนให้มีบริการทางสังคมที่ช่วยแบ่งเบาภาระผู้สูงอายุที่ต้องดูแลเด็กเล็ก ผู้ป่วย และผู้พิการซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมเช่นกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ได้มีโอกาสไปรับบริการทางสุขภาพ ได้พักผ่อน หรือได้ทำงานหารายได้ โดยในกรณีของเด็กเล็กควรกำหนดนโยบายให้องค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นที่ยังไม่มีศูนย์เด็กเล็กจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กโดยเร็วและเพียงพอกับสัดส่วนความต้องการ ส่วนท้องถิ่นที่มีศูนย์เด็กเล็กอยู่แล้วควรได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ส่วนผู้ป่วยและผู้พิการอาจส่งเสริมให้มีการร่วมกลุ่มของอาสาสมัครช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยและผู้พิการเมื่อมีการร้องขอ
  6. ฝึกอบรมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงความรู้ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการรับข่าวสาร และรับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทันท่วงที

 

18 พฤษภาคม 2564

อภิรดา  ชะเอมจันทร์

ผู้ประสานงาน โครงการรณรงค์เพื่อความมั่นคงในชีวิตของหญิงสูงอายุ (Pro-Older Women)