ระบบบำนาญ แห่งชาติ คืออะไร และจะเป็นจริงได้แค่ไหน??

ในปี พ.ศ. 2535 เริ่มมีการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุโดยรัฐ ผู้สูงอายุที่ยากจน จะได้รับเบี้ยยังชีพ 200 บาทต่อเดือน ต่อมาปี พ.ศ. 2552 ได้เพิ่มเป็น 500 บาทต่อเดือน และในปี พ.ศ. 2555 เปลี่ยนการจ่ายจากแบบอัตราเดียวทุกกลุ่มอายุเป็นแบบขั้นบันได เป็น 600, 700, 800 และ 1,000 บาทต่อเดือน เมื่ออายุ 60, 70, 80 และ 90 ปีขึ้นไป แต่ก็ ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพได้จริง กับรายได้ ค่าเงิน และ ค่าครองชีพในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากรายงานการศึกษาผลกระทบ จากเบี้ยต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ พบว่าร้อยละ 43.80 ของผู้สูงอายุที่ศึกษาทั้งหมด มีเบี้ยยังชีพเป็นแหล่งรายได้หลักและใช้จ่ายอันดับแรกเป็นด้านอาหาร และ พบกรณีตา-ยาย อยู่ตามลำพังในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ใช้เบี้ยยังชีพจำนวน 300 บาท ซื้อข้าวสาร และ เครื่องปรุงอาหาร สามารถดำรงชีวิตได้ใน 1 เดือน โดยรศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา และ คณะ มี ข้อเสนอแนะการงานศึกษาดังกล่าวนี้ เสนอให้มีการยกระดับเบี้ยยังชีพ ที่เป็นบำนาญพื้นฐาน รายเดือนที่ต้องไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนและออกกฎหมายรองรับ   หลักการของบำนาญแห่งชาติ คือเมื่อทุกคนอายุ 60 ปี จะมีบำนาญเป็นรายได้รายเดือนไปตลอดชีวิต ด้วยหลักการ (1) คลอบคลุมทุกคน (2) เพียงพอต่อการดำรงชีพ (3)มีความยั่งยืน นั่นคือต้องรายได้มาจากรายทาง หลายชั้น เพื่อให้เพียงพอและรับประกันว่าอย่างน้อยต้องมีชั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน

เริ่มสร้างหลักประกันให้ตนเองเมื่อยังอยู่ในวัยทำงานด้วยการออมเพื่อบำนาญในอนาคต ควบคู่ไปกับเรียกร้องและร่วมผลักดันให้รัฐจัดระบบบำนาญพื้นฐาน ให้เป็นหลักประกันด้านรายได้สำหรับทุกคน โดยการปรับเปลี่ยน “เบี้ยยังชีพ” เป็น “ บำนาญพื้นฐาน”

เครือข่ายผู้สูงอายุ จึงได้รวมพลังกันร่วมมือกับ ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ประกอบด้วย เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ,เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ,เครือข่ายสลัมสี่ภาค และ เครือข่ายสวัสดิการชุมชน รวมทั้งภาคีวิชาการ ร่วมมือรณรงค์ขับเคลื่อนให้เกิดระบบบำนาญแห่งชาติ

“ระบบบำนาญ แห่งชาติ   เป็นจริงได้แค่ไหน “ ร่วมหาคำตอบได้ในงานและ เวที เสวนา วันที่ 8 ต.ค. 2558 ลานโปรโมชั่นหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่